20 อันดับสุดยอดนวัตกรรมอาหารที่เปลี่ยนวิถี

เราทราบกันดีว่าญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศสุดยอดแห่งเทคโนโลยีที่ประดิษฐ์คิดค้นสินค้าและนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ด้วยอุปนิสัยของคนญี่ปุ่นที่มีความละเอียด ทำให้สามารถสรรค์สร้างอะไรต่อมิอะไรออกมาให้โลกว้าวได้เสมอ คราวนี้ ANNGLE ขอพาทุกคนมาชมการจัดอันดับ 20 สุดยอดนวัตกรรมอาหารที่เปลี่ยนวิถี “การกิน” ของคนญี่ปุ่น และน่าจะเปลี่ยนโลกด้วย (บางอันดับหลายคนอาจจะมีติดบ้านอยู่ตอนนี้ก็ได้นะ) เริ่มที่อันดับ 20 เลย

อันดับ 20: ยาคูลท์ (ปี 1935)

 

เครื่องดื่มนมเปรี้ยวเพื่อสุขภาพที่คนไทยคุ้นเคยกันดี คิดค้นโดยดร. มิโนรุ ชิโรตะ ซึ่งได้ค้นคว้าเกี่ยวกับจุลินทรีย์กรดนมหรือแลคติกแอซิดแบคทีเรีย และพบว่าจุลินทรีย์นี้สามารถทำลายจุลินทรีย์ที่ไม่ดีในลำไส้ของมนุษย์ได้ โดยในยาคูลท์ 1 ขวดมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากถึง 2 หมื่นล้านตัว ในช่วงแรกๆ เครื่องดื่มประเภทนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะในต่างประเทศที่ยังไม่ค่อยกล้าดื่มเมื่อได้ยินว่ามี “แบคทีเรีย” จึงเป็นที่มาของสาวยาคูลท์ที่ทำหน้าที่เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรของยาคูลท์ และเป็นช่วยส่งเสริมให้ผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้นในสังคมด้วย

อันดับ 19: การิการิคุง (ปี 1981)

 

อิมเมจของโซดา = สีฟ้าน่าจะมีเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น เห็นได้จากเครื่องดื่มโซดาของญี่ปุ่นที่มักจะทำเป็นสีฟ้าสดใส ไอศกรีมแท่งการิการิคุงรสโซดาได้แรงบันดาลใจมาจากสีของท้องฟ้าและนำ้ทะเลเพื่อดึงดูดให้เด็กๆ ที่ออกไปเล่นนอกบ้านอยากกิน โดยสีฟ้านั้นไม่ใช่สีสังเคราะห์ แต่เป็นสีธรรมชาติจากสาหร่ายสไปรูลินา ดอกคำฝอย และดอกพุดซ้อน ตัวไอศกรีมทำแยกเป็น 2 ชั้นคือชั้นนำ้แข็งไสและชั้นไอศกรีมเพื่อให้เด็กๆ สามารถกินน้ำแข็งไสได้สบายๆ ด้วยมือเดียวนั่นเอง

อันดับ 18: โอชาสึเกะโนริ (ปี 1952)

 

สินค้านี้ทำให้ข้าวที่เย็นๆ แข็งๆ กลับมาอร่อยได้โดยการเติมน้ำร้อนเท่านั้น สมัยที่ยังไม่มีหม้อหุงข้าว ไมโครเวฟ หรือเตาอบ การนำอาหารมาอุ่นใหม่ถือเป็นเรื่องยาก และมักจะลงเอยที่การทิ้งข้าวที่เย็นและแข็งไปอย่างน่าเสียดาย โอชะสึเกะโนริเป็นผงสำหรับโรยข้าวที่ประกอบด้วยสาหร่าย ข้าวเกรียบเล็กๆ ที่เรียกว่าอาราเระ และธัญพืชสีเขียวซึ่งประกอบด้วยมัทฉะ ผงสาหร่าย เกลือ และน้ำตาล เป็นต้น ทั้งหมดนี้ผสมรวมกันจนได้รสชาติแสนอร่อยเมื่อโรยบนข้าวและผสมกับน้ำร้อนหรือน้ำเย็น

อันดับ 17: บุกหรือคอนยัคคุ

บุกหรือคอนยัคคุเป็นอาหารที่ถูกคิดค้นขึ้นในสมัยเอโดะซึ่งสามารถรับประทานได้ตลอดปี ปกติแล้วหัวบุกนั้นเน่าเสียได้ง่ายและไม่ทนทานต่ออากาศเย็นๆ แต่เมื่อนำมาบดและผสมกับผงสาหร่ายอย่างเช่นฮิจิกิจนกลายเป็นคอนยัคคุเด้งดึ๋งจะทำให้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานยิ่งขึ้น ทั้งแคลอรี่ต่ำ ดีต่อสุขภาพ ดีต่อลำไส้ และเป็นตัวช่วยในการไดเอทที่ดี ที่สำคัญคือนำไปทำอาหารได้หลากหลายสุดๆ ทำให้คอนยัคคุกลายเป็นวัตถุดิบที่คนญี่ปุ่นหลายคนเลือกรับประทานเป็นประจำ

อันดับ 16: กาแฟสำเร็จรูป (ปี 1899)

หลายคนอาจจะคิดว่ากาแฟสำเร็จรูปมีต้นกำเนิดมาจากประเทศฝั่งยุโรป แต่ความจริงแล้วนี่เป็นนวัตกรรมของคนญี่ปุ่นแท้ๆ เลย กาแฟสำเร็จเป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญจากความล้มเหลวของดร. ซาโตริ คาโต้ นักเคมีชาวญี่ปุ่นที่ทำงานอยู่ที่ประเทศอเมริกา โดยในตอนนั้นเขาตั้งใจที่จะคิดค้นชาเขียวในรูปแบบผงแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทว่าเมื่อนำมาลองกับกาแฟกลับสำเร็จขึ้นมา ต่อมาหลังจากนั้นหลายปีกาแฟสำเร็จรูปจึงเริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

อันดับ 15: คามาโบโกะ (ราวๆ ปี 1115)

ลูกชิ้นปลาสีขาวชมพูที่เรามักจะเห็นบ่อยๆ ในชามราเมงนี้มีต้นกำเนิดมานานหลายศตวรรษแล้ว สมัยก่อนถ้าคนญี่ปุ่นจับปลาได้มากเกินไปจนกินไม่ทันก็มีแต่ต้องทิ้งไปเท่านั้น คามาโบโกะจึงถูกคิดค้นขึ้นในฐานะอาหารถนอมเพื่อเก็บปลาไม่ให้เน่าเสีย โดยทำจากเนื้อปลาผสมกับวัตถุดิบและเครื่องปรุงรสต่างๆ สำหรับคนต่างชาติอย่างเราๆ น่าจะคุ้นเคยกับปูอัดมากที่สุด ซึ่งปูอัดเองก็เป็นอาหารถนอมจากปลาคล้ายๆ กับคามาโบโกะเช่นกัน

อันดับ 14: การเพาะเห็ดไมตาเกะ (ปี 1983)

ในอดีตเห็ดไมตาเกะเป็นเห็ดที่หาได้ยากและมีมูลค่าสูง จึงมีการพยายามเพาะเห็ดจนกระทั่งประสบความสำเร็จเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้เอง เป็นการเพาะในโรงเรือนที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด และลมเพื่อจำลองสภาพอากาศให้เหมือนกับบนภูเขา ทำให้ปัจจุบันเห็ดไมตาเกะที่เคยมีราคากิโลกรัมละ 10,000 เยนเมื่อ 30 กว่าปีก่อนราคาลดลงมาเหลือ 100-200 เยนเท่านั้น

อันดับ 13: โชยุ (ราวๆ ปี 1254)

เครื่องปรุงที่มีติดครัวทุกบ้านอย่างโชยุแท้จริงแล้วถูกคิดค้นขึ้นจากความบังเอิญในระหว่างการผลิตโมโรมิ มิโสะ (มิโสะประเภทหนึ่งที่มีรสเค็มปานกลาง มีเนื้อหยาบ และมักผสมธัญพืชจำพวกข้าวเข้าไปด้วย) ซึ่งทำให้ได้โชยุรสชาติอร่อยเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลพลอยได้ออกมา แม้ว่าโชยุจะถูกคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ยุคคามาคุระ แต่กว่าจะเป็นที่นิยมในหมู่คนทั่วไปก็ล่วงมาในยุคเมจิช่วงปลายศตวรรษที่ 19

อันดับ 12: อายิโนะโมะโต๊ะ (ปี 1909)

 

 

รสอูมามิที่ครองใจคนทั่วโลก ผงชูรสที่คุ้นหูคนไทยมากที่สุดแบรนด์นี้คิดค้นขึ้นโดยศ.ดร.คิคุนาเอะ อิเคดะ จากมหาวิทยาลัยหลวงโตเกียว โดยในระหว่างที่เขากำลังรับประทานยุโดฟุ (เต้าหู้ต้มในหม้อไฟ) ฝีมือภรรยาอยู่นั้นเอง เขาได้ลิ้มรสน้ำซุปสาหร่ายคอมบุและเกิดคำถามขึ้นในใจว่านี่คือรสชาติอะไรกันแน่ รสชาติที่อร่อยล้ำนี้ไม่ใช่รสเปรี้ยว หวาน เค็ม หรือขม เขาจึงพยายามค้นหาคำตอบจนพบว่ารสนี้มาจากกรดกลูตามิกในสาหร่ายคอมบุ และได้ตั้งชื่อว่ารสชาตินี้ว่า “อูมามิ” ก่อนที่จะผลิตผงปรุงรสอายิโนะโมะโต๊ะขึ้นในเวลาต่อมา

อันดับ 11: ซาโต้โนะโกะฮัง (ปี 1988)

 

นี่คือข้าวสวยบรรจุกล่องที่เพียงแค่นำไปอุ่นในไมโครเวฟก็รับประทานได้ทันที โดยเกิดจากความต้องการเปลี่ยนความคิดของผู้คนที่ว่า “การทำอาหารต้องใช้เวลามาก” ข้าวของซาโต้โนะโกะฮังเป็นข้าวที่ผ่านการฆ่าเชื้อก่อนที่จะนำไปหุง และเมื่อหุงแล้วจะสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 10 เดือนโดยไม่เสีย โดยในบรรจุภัณฑ์ยังมีซองผงเหล็กที่ช่วยดูดซับออกซิเจนซึ่งส่งผลให้แบคทีเรียเติบโตได้ยากขึ้น จึงยิ่งช่วยยืดอายุของซาโต้โนะโกะฮังให้นานขึ้นไปอีก            UFABET เว็บตรง

ยังไม่หมดแค่นี้นะ ไปอ่านต่อตอนที่ 2 กันเลย: 20 อันดับสุดยอดนวัตกรรมอาหารที่เปลี่ยนวิถี “การกิน” ของคนญี่ปุ่น (ตอนที่ 2)

น้ำกะทิผสมโยเกิร์ต เครื่องดื่มที่คนญี่ปุ่นว่าดีต่อสุขภาพและช่วยลดน้ำหนักได้

เมื่อไม่นานมานี้มีเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากคนญี่ปุ่นมากคือ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกะทิและโยเกิร์ตและมีขายในชื่อ COYO (コヨ) คนญี่ปุ่นเชื่อว่าการดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้บ่อยๆ จะดีต่อสุขภาพ และช่วยลดน้ำหนักได้  มารู้ประโยชน์ของเครื่องดื่มชนิดนี้ และวิธีดื่มเพื่อช่วยในการลดน้ำหนักกันนะคะ

ประโยชน์ของเครื่องดื่มน้ำกะทิผสมโยเกิร์ต

ประโยชน์ของเครื่องดื่มน้ำกะทิผสมโยเกิร์ตนั้นมาจากคุณค่าทางอาหารคูณสองของโยเกิร์ตและน้ำกะทิ ซึ่งหากดื่มติดต่อกันเป็นเวลานานจะช่วยป้องกันสิวฝ้า รอยเหี่ยวย่น ผิวหนังหมองคล้ำ และช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะมีคุณค่าทางอาหารสำคัญในส่วนผสมของเครื่องดื่มดังนี้คือ

น้ำกะทิ

น้ำกะทิอุดมไปด้วยโทโคไตรอีนอล (Tocotrienols) ซึ่งเป็นวิตามินอี ชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ดี และกรดลอริก (Lauric acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดอิ่มตัวสายกลางที่มีคุณสมบัติในการต้านการเจริญของแบคทีเรียและต้านการอักเสบของผิวหนัง ช่วยป้องกันสิวและผิวหนังขรุระ เป็นต้น อีกทั้งกรดลอริกเป็นกรดไขมันชนิดอิ่มตัวสายกลาง ที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ยากที่จะถูกสะสมเป็นไขมันไว้ในร่างกาย นอกจากนี้กรดไขมันชนิดนี้ยังช่วยเสริมการเผาผลาญไขมันในร่างกายด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่กำลังลดและควบคุมน้ำหนัก

โยเกิร์ต

โยเกิร์ตอุดมไปด้วยแลคติกแอซิดแบคทีเรีย ซึ่งช่วยปรับสภาพแวดล้อมในลำไส้ให้ดีขึ้น ส่งผลในการป้องกันท้องผูก เมื่อร่างกายขับถ่ายปกติก็จะช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ส่งผลให้การผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังทำงานเพื่อผลัดเอาเซลล์เก่าทิ้งไปและสร้างเซลล์ให้ขึ้นมาทดแทนได้ดี คนที่มีระบบขับถ่ายดีจะมีผิวพรรณกระจ่างใส ไร้จุดด่างดำ

วิธีการเตรียมเครื่องดื่มน้ำกะทิผสมโยเกิร์ต

วิธีการเตรียมง่ายๆ เพียงนำกะทิ 100 มิลลิลิตรผสมกับโยเกิร์ต 200 มิลลิลิตร แล้วนำมาเขย่าให้เข้ากัน แล้วนำมาดื่มวันละ 1 ครั้ง

วิธีการดื่มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมน้ำหนักและเพื่อความงาม

โดยปกติเครื่องดื่มกะทิผสมโยเกิร์ต 300 มิลลิลิตรให้พลังงานประมาณ 300 กิโลแคลอรี่ สำหรันคนที่กังวลเรื่องพลังงานก็ควรเลือกดื่มในช่วงเวลาเช้าก่อนบ่ายสามโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบเผาผลาญพลังงานทำงานได้ดี หากต้องการดื่มเพื่อควบคุมน้ำหนักก็ควรดื่มก่อนมื้ออาหารประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพราะสารประกอบในกะทิจะถูกสลายเป็นคีโตนบอดี้ ซึ่งช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ช่วยลดความอยากอาหารและลดปริมาณแคลอรี่ที่จะรับเข้าสู่ร่างกาย ทั้งนี้หากอยู่ในระหว่างการลดน้ำหนักก็สามารถดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้แทนอาหารมื้อเช้าได้

 

ผู้อ่านหลายคนคงแปลกใจกับเนื้อหาในบทความเรื่องการนำกะทิมาเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพนี้ โดยปกติเรามักจะกังวลว่าการรับประทานกะทิแล้วจะมีผลเสียต่อสุขภาพ แต่เมื่อดูประโยชน์ของกะทิและปริมาณที่นำมาดื่มแล้ว ก็ไม่แปลกใจว่าทำไมเครื่องดื่มน้ำกะทิผสมโยเกิร์ตจึงเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนญี่ปุ่นในปัจจุบันนี้      สล็อตเว็บตรง

ประวัติความเป็นมาของ “วาราบิโมจิ” ของแท้ไม่ถูก ของถูกไม่แท้

สวัสดีครับ หลังจากที่เล่าเรื่องผงคินาโกะไปแล้ว มานึกได้ว่ายังไม่ได้พูดถึงขนม “วาราบิโมจิ” เลย วันนี้ก็จะขอพูดถึงสักหน่อย

“วาราบิโมจิ” (わらび餅) ถือว่าเป็นขนมสดราคาถูกที่เห็นได้ตามในซูเปอร์ แบบไม่กี่ร้อยเยนเอง เนื้อมันจะใสๆ นิ่มๆ เวลากินต้องคลุกผงคินาโกะด้วย ว่าแต่ว่าจริงๆ มันทำจากอะไร?

วาราบิโมจิของแท้ นั้นทำจากแป้งวาราบิ (わらび粉) ครับ ซึ่งวาราบินั้นเป็นพืชตระกูลเฟิร์น ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Pteridium aquilinum เอาแป้งวาราบิผสมน้ำตาลกับน้ำอุ่นทำเป็นขนม พอเย็นตัวลงก็จะแข็งตัว

Adelaarsvaren plant Pteridium aquilinum
วาราบิ Pteridium aquilinum ที่มา wikipedia.org

แล้วแป้งวาราบินี่เขาทำกันอย่างไร? วิธีการก็คือขุดเหง้าของต้นวาราบิที่อยู่ใต้ดิน เอามาทุบ เอามาคลี่ ล้างเอาให้ได้แป้งออกมาแล้วทำให้แห้ง ถึงจะได้แป้งวาราบิ เหง้าของต้นวาราบิ 10 กิโลกรัม จะได้แป้งออกมาแค่ 70 กรัม จะขุดเหง้าก็ต้องทำตอนหน้าหนาว ทีนี้คงเดาได้แล้วนะครับว่าทำไมถึงหายากและแพง

วาราบิโมจินั้นกล่าวกันว่าเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิไดโงะ (醍醐天皇) ดังนั้นจึงเชื่อว่ามีมาแต่ยุคเฮอันแล้ว เป็นขนมที่คนระดับสูงนิยมรับประทานกันเนื่องจากแป้งวาราบิเป็นของหายากมีราคาแพง แต่ว่าวาราบิโมจิที่มีหน้าตาอย่างในปัจจุบันนั้นมีมาตั้งแต่ยุคคามาคุระ โดยได้อิทธิพลจากวัฒนธรรมการกินติ่มซำที่มาจากเมืองจีนพร้อมกับพุทธศาสนานิกายเซนและพิธีชงชา คือกลายเป็นขนมกินกับน้ำชาไป เป็นขนมที่นิยมกันมาแต่ก่อนในภูมิภาคคันไซเนื่องจากแหล่งผลิตแป้งวาราบิหลักก็คือจังหวัดนารา พอเข้ายุคเอโดะ แป้งวาราบิยิ่งแพงและหายากขึ้นไปอีก เลยเริ่มเอาแป้งท้าวยายม่อม (葛粉) มาผสม พอมาสมัยนี้กลายเป็นใส่แป้งมันสำปะหลังแทนซะแล้ว

อ้าวแบบนี้มันก็กลายเป็น “ขนมสาคู” หรือ “ลอดช่องสิงคโปร์” แบบญี่ปุ่นไปสิครับ ฉะนั้นที่เห็นๆ กันในซูเปอร์ ขายถูกๆ ร้อยกว่าสองร้อยกว่าเยนนั่น เป็นขนมวาราบิโมจิที่ไม่ใช่วาราบิสินะครับ (ฮา) วาราบิโมจิ “แท้” ที่ใช้แป้งวาราบิทำนี่ ราคาเป็นหลักพันเยนครับ แบบสองกล่อง กล่องละเก้าชิ้น สี่พันกว่าเยน ลองดูตัวอย่างที่ผู้เขียนหามาใน rakuten ดูก็ได้ครับ

วาราบิโมจิ
วาราบิโมจิชาเขียว

วิธีกินนั้น นอกจากจะใส่ผงคินาโกะแล้ว จะพลิกแพลงใส่คุโรมิตซึ (น้ำเชื่อมดำ) ก็ได้นะครับ อร่อยเข้มไปอีกแบบ

 

พูดไปตอนนี้ก็ยังไม่ได้กินอยู่ดี อยากกินอีกจัง วาราบิโมจินะ ไม่ใช่ลอดช่องสิงคโปร์ (ฮา)    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ทำไมบรรจุภัณฑ์นัตโตะจึงมีซองมัสตาร์ดแถมมาด้วยเสมอ

 

นัตโตะเป็นผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองหมักที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และช่วยส่งเสริมการเผาผลาญไขมันในร่างกายทำให้ไม่อ้วนง่าย ด้วยเป็นอาหารที่คนญี่ปุ่นรับประทานเกือบทุกวัน จึงมีผลิตภัณฑ์นัตโตะจำนวนมากวางขายอยู่ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าทั่วไปในญี่ปุ่น มารู้เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับนัตโตะ และเหตุผลที่มักมีซองใส่มัสตาร์ดใส่รวมกับซองซอสปรุงรสในบรรจุภัณฑ์นัตโตะกันนะคะ

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับนัตโตะ

นัตโตะเป็นหนึ่งในอาหารที่นำมารับประทานได้ง่าย เพียงแค่เปิดบรรจุภัณฑ์ ใช้ตะเกียบคนให้เข้ากัน ก็นำมารับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ได้ทันที เกร็ดน่ารู้ต่างๆ เกี่ยวกับนัตโตะมีดังนี้

คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานนัตโตะกับซอสปรุงรสที่ใส่มาในบรรจุภัณฑ์

จากการสำรวจแบบสอบถามจากคนญี่ปุ่น 2,000 คน พบว่าร้อยละ 84.7% รับประทานนัตโตะกับซอสปรุงรสที่ใส่มาในบรรจุภัณฑ์ ร้อยละ 52.5% รับประทานกับมัสตาร์ด ร้อยละ 37.5% รับประทานกับต้นหอมซอย ร้อยละ 18.6% รับประทานกับโชยุ ร้อยละ 17.4 รับประทานกับกิมจิ และร้อยละ 15.3 รับประทานกับไข่ดิบ

เหตุผลที่นัตโตะ 1 แพ็คมีปริมาณเพียง 45-50 กรัม

ในอดีตนัตโตะที่ขายทั่วไปถูกบรรจุอยู่ภายในฟางข้าวและมีปริมาณ 150-200 กรัม ซึ่งเหมาะสำหรับการนำมารับประทานกันทั้งครอบครัว จนเมื่อประมาณ ค.ศ. 1965 ที่กิจการร้านสะดวกซื้อเริ่มแพร่หลายและพฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไปเป็นรับประทานคนเดียวมากขึ้น เพื่อความสะดวกในการนำมารับประทานคนเดียวโดยไม่เหลือทิ้ง ผู้ผลิตจึงลดปริมาณนัตโตะลงเหลือเพียง 45-50 กรัมต่อแพ็ค อีกทั้งยังเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นโฟมและถ้วยกระดาษขนาดเล็กด้วย นอกจากนี้เทคโนโลยีการบรรจุซองของเหลวถูกพัฒนาขึ้นมา ทำให้มีการใส่ซองซอสปรุงรสกับมัสตาร์ดลงไปในบรรจุภัณฑ์นัตโตะด้วย

เหตุผลที่มีซองมัสตาร์ดอยู่ในบรรจุภัณฑ์นัตโตะ

เด็กและคนญี่ปุ่นจำนวนมากอาจจะไม่ชอบรสชาติของมัสตาร์ดด้วยมีรสชาติเผ็ดขึ้นจมูก อย่างไรก็ดี มัสตาร์ดก็มีคุณสมบัติในการลดกลิ่นของแอมโมเนียที่เกิดขึ้นจากการหมัก จึงช่วยให้รับประทานนัตโตะได้ง่ายและอร่อยขึ้น

ควรเก็บนัตโตะไว้อย่างไร

หลังจากที่ซื้อนัตโตะมาแล้วคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะเก็บนัตโตะไว้ในตู้เย็นและนำมารับประทานได้ทันที ในช่วงฤดูหนาวก็สามารถวางไว้ในครัวโดยไม่ต้องใส่ตู้เย็น แต่หากเก็บโดยการแช่แข็ง เวลารับประทานก็นำมาวางไว้ให้น้ำแข็งละลายในตู้เย็นเป็นเวลา 7-8  ชั่วโมง ทั้งนี้ควรรับประทานให้หมดภายในวันหมดอายุ เพราะหลังจากวันหมดอายุแล้วผลึกของกรดอะมิโนไทโรซีนจะปรากฏขึ้น ความหนืดของนัตโตะจะน้อยลงและจะมีกลิ่นของแอมโมเนียลอยขึ้นมามากขึ้น

ทำไมคนญี่ปุ่นจึงรับประทานนัตโตะกับน้ำมัน

นอกจากซอสปรุงรสรสชาติหลากหลายที่บรรจุไว้ในบรรจุภัณฑ์เพื่อความสะดวกในการนำมารับประทานแล้ว คนญี่ปุ่นยังนิยมรับประทานนัตโตะกับน้ำมัน ได้แก่ น้ำมันมะกอกและน้ำมันงา ซึ่งนอกจากจะช่วยลดรสขมของนัตโตะได้ดีแล้ว  น้ำมันทั้ง 2 ชนิดยังอุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลไม่ดี และลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้  ซึ่งเป็นการเสริมประสิทธิภาพยกกำลังสองของนัตโตะ

 

สำหรับคนไทยที่เพิ่งเคยรับประทานนัตโตะเป็นครั้งแรกอาจจะไม่ชอบกลิ่นและรสชาติของนัตโตะนัก แต่หากได้ลองรับประทานหลายครั้งเข้าจะรู้สึกเลยค่ะว่าร่างกายจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นทันทีหลังการรับประทาน หากพบเจอนัตโตะวางขายก็ลองซื้อมารับประทานดูนะคะ          สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ไปกับเพื่อนก็ได้ ไปกับแฟนก็ดี! แนะนำ 6 ร้านอาหารบรรยากาศดีในโตเกียว

เวลาที่ไปเที่ยวโตเกียว ทุกคนชอบทานมื้อกลางวันที่ร้านไหนกันบ้างคะ วันที่บรรยากาศดี ๆ ยิ่งถ้าได้นั่งทานของอร่อยในร้านเก๋ ๆ น่ารัก ๆ ก็คงจะฟินไม่น้อย ใครที่ไม่รู้จะไปร้านไหน มาลองดูร้านบรรยากาศดี ๆ ในโตเกียวที่จะมาแนะนำในวันนี้ได้เลยยย

Neel

 

 

ร้านแรกคือ Neel ใช้เวลาเดินจากสถานีฮาราจูกุเพียง 10 นาที เป็นคาเฟ่ที่เพิ่งเปิดในปี 2020 บรรยากาศดีงามมากทำให้จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นที่นิยม แต่ร้านมีขนาดเล็กจึงอาจจะเหมาะกับการมาทานสองคน เมนูขึ้นป้ายของร้านคือ คัตสึแซนด์วิช คัตสึนุ่ม ๆ เข้ากันมากกับขนมปังปิ้ง แถมยังไส้แน่นเต็มปากเต็มคำ นอกจากนี้ยังมีของหวานอย่าง Sugar Butter Crepe แผ่นใหญ่ที่ลูกค้าก็ชื่นชอบ เครปหวานเบา ๆ ทานได้อย่างเอร็ดอร่อย ในวันหยุดมักมีลูกค้าแน่น แต่ในวันธรรมดาหรือวันที่ฝนตกจะเหมือนกับร้านลับที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักเลยทีเดียว

TATA bar restaurant cafe

 

 

ร้านต่อมาคือ TATA bar restaurant cafe ในโอเตมาจิ ที่นี่สามารถมาทานอาหารกลางวันบนเทอร์เรสต์แบบสบาย ๆ และเพลิดเพลิดกับการดื่มไวน์ได้ในเวลากลางคืน มีพื้นที่กว้างขวางและให้ความรู้สึกเป็นกันเอง เป็นที่นิยมในหมู่สาว ๆ วัยผู้ใหญ่ เมนูยอดนิยมของที่นี่คือ ราวีโอลี่ห่อไส้ทรัฟเฟิลดำกับริคอตต้าชีส มีเมนูหลากหลายประเภทให้ลองทาน อย่าลืมของหวานสุดปังอย่าง Basque Cheesecake ด้วยนะคะ

LIFE son

 

 

ร้านต่อมาคือ LIFE son ในซังกุบาชิ เป็นร้านพี่น้องกับร้าน LIFE ในโยโยงิฮาจิเมง แต่ที่นี่จะมีพื้นที่กว้างกว่าและมีโซนเทอร์เรสต์ เหมาะมากในวันที่อากาศแจ่มใส และเป็นร้านยอดฮิตที่มีผู้คนแวะเวียนมาตลอดเวลา เมนูอาหารกลางวันแนะนำจะเป็นพวกพาสต้าและ Tartine ขนมหวานและเครื่องดื่มก็มีมากมายหลายแบบ มื้อค่ำยังสามารถเพลิดเพลินกับไวน์พร้อมกับพิซซ่ายอดนิยม เป็นร้านที่ดีงามทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำจริง ๆ

Pitan BISTRO and CAKES

 

 

ร้านต่อมาคือ Pitan BISTRO and CAKES อยู่บนชั้น 7 ของอาคารซึ่งอยู่ติดกับสถานีฮันโซมง ทางเข้าร้านค่อนข้างดูยากสักเล็กน้อย และร้านมีขนาดเล็ก แต่การบริการลูกค้าที่แสนสุภาพนุ่มนวลนี้ก็ทำให้กลายเป็นร้านยอดนิยม ช่วงกลางวันมักจะแน่นไปด้วยลูกค้าประจำและเหล่าสาว ๆ มีที่นั่งแบบเคาน์เตอร์สำหรับลูกค้าที่มาคนเดียว ภายใต้บรรยากาศที่ดูทันสมัยสามารถเพลิดเพลินกับชุดข้าวหมูคาลัว หรือชุดข้าวเมนจิคัตสึ อย่าลืมลองสั่งกาแฟนมมาดื่มคู่กัน รับรองว่ารสชาติไม่เหมือนลาเต้ที่ไหนแน่นอน แถมยังมีเค้กแครอทเป็นขนมขายดีอีกด้วย

Shouan Bunko

 

 

ร้านต่อมาคือ Shouan Bunko ใช้เวลาเดินประมาณ 7 นาทีจากนิชิโอกิคุโบะ เป็นบ้านเก่าที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เป็นร้านอาหาร มีเสน่ห์ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเองสบาย ๆ ตามสไตล์โฮมมี่ ทำให้รู้สึกได้พักผ่อนแม้จะอยู่ในโตเกียว มีเมนูอาหารญี่ปุ่นเพื่อสุขภาพเป็นที่นิยมของสาว ๆ ในอินสตาแกรม ทางร้านพิถีพิถันกับส่วนผสมที่คัดสรรมาอย่างดีและเป็นมิตรกับร่างกาย ให้ลูกค้าได้ฟินทั้งหน้าตาและรสชาติที่แสนอร่อยแบบญี่ปุ่น

Riverside Cafe Cielo y Rrio

 

 

ร้านสุดท้ายคือ Riverside Cafe Cielo y Rrio ค่อนข้างเป็นที่นิยมแม้จะอยู่ในย่านคุรามาเอะที่มีคาเฟ่แข่งกันขึ้นเป็นดอกเห็ด จุดเด่นของร้านนี้คือสามารถเพลิดเพลินกับวิวของแม่น้ำสุมิดะรวมทั้งสกายทรี วันที่อากาศดีจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนแถมยังเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับคู่รักโดยเฉพาะ มีอาหารกลางวันมากมายหลายแบบ ตั้งแต่พาสต้า แฮมเบิร์ก หรือพวกสลัดก็มีขนมปังเสิร์ฟมาให้ด้วย ด้วยความที่อยู่ในย่านแห่งคาเฟ่ หลังจากทานอาหารคาวก็หาของหวานหรือกาแฟทานต่อได้สบาย ๆ

เป็นร้านบรรยากาศดีที่จะมาเพื่อนก็ได้ พาแฟนมาก็ดี ถ้าได้ไปเที่ยวโตเกียวเมื่อไหร่ ต้องไปลองให้ได้เลยนะคะ ^^        สล็อตเว็บตรง

แจกสูตรสลัดอะโวคาโดกีวี อาหารเพื่อผมสวยที่คนญี่ปุ่นบอกต่อ

รากผมที่แข็งแรงจะช่วยให้สุขภาพผมดีและสวยเป็นเงางาม อาหารมีความสำคัญในการทำให้รากผมแข็งแรงจากภายใน มารู้จักอาหารที่ช่วยให้สุขภาพผมดีจากภายใน และวิธีทำสลัดอะโวคาโดกีวีรสชาติอร่อยที่ยิ่งรับประทานแล้วจะช่วยให้สุขภาพกายและสุขภาพผมดีขึ้นค่ะ

อาหารที่ช่วยให้สุขภาพผมดีจากภายใน

สุขภาพผิวและผมที่ดีเป็นกระจกสะท้อนสุขภาพและอวัยวะภายใน สภาพผมจะดีจากภายในด้วยสารอาหารสำคัญดังนี้

โปรตีนคุณภาพดี จากเนื้อแดงหมูหรือวัวไร้มัน อกไก่ ปลา และโปรตีนจากถั่วเหลือง เป็นต้น ร่างกายจะใช้โปรตีนในการสร้างโปรตีนเคราตินซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเส้นผม ทำให้เส้นผมแข็งแรง ไม่หยาบกระด้างและเปราะขาดได้ง่าย

กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันที่ช่วยให้เส้นผมเจริญดีและเป็นเงางาม ซึ่งมีมากในปลาหลายชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาบะ ปลาทู ปลาซาร์ดีน และปลาแมคเคอเรล เป็นต้น และน้ำมันพืชหลายชนิด เช่น น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ น้ำมันเอโกมะหรือน้ำมันงาขี้ม้อน (Perilla oil) และน้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น

ธาตุเหล็ก เป็นตัวพาออกซิเจนไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้อัตราการเผาผลาญพลังงานตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมีประสิทธิภาพ อาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กได้แก่ ตับหมู ตับไก่ ผักปวยเล้งและสาหร่ายฮิจิกิ เป็นต้น

วิตามินซี มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ได้แก่ กีวี แอปเปิ้ล ส้มต่างๆ และมะนาวเหลือง เป็นต้น

วิตามินอี ช่วยให้หลอดเลือดเล็กขยายตัว และทำให้การไหลเวียนเลือดดี ส่งผลให้สารอาหารถูกส่งไปเลี้ยงเส้นผมได้ดี อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ได้แก่ อะโวคาโด ฟักทอง อัลมอนด์ และงา เป็นต้น นอกจากนี้ ขิงและเครื่องเทศก็ช่วยให้การไหลเวียนเลือดดี และทำให้สารอาหารถูกส่งไปเลี้ยงเส้นผมได้ดี

วิธีการทำสลัดอะโวคาโดกีวี

สลัดอะโวคาโดกีวีเป็นสลัดที่รับประทานแล้วช่วยให้ร่างกายสดชื่นไปพร้อมๆ กับช่วยให้สุขภาพผมดีขึ้นจากวิตามินอีที่มีมากในอะโวคาโดและวิตามินซีที่มีมากในกีวี

วัตถุดิบ (สำหรับ คน)

  • กีวี 1 ผล
  • อะโวคาโด 1 ผล

ส่วนผสมน้ำสลัด

  • น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
  • น้ำมะนาวหรือน้ำมะนาวเหลือง 1.5 ช้อนชา
  • น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ น้ำมันงาขี้ม้อน หรือน้ำมันมะกอก หรือน้ำมันถั่วเหลือง 1.5 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือและพริกไทย เล็กน้อยตามชอบ

วิธีทำ

1. ปอกกีวีและอะโวคาโด แล้วหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมให้มีขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วนำใส่จานไว้

 

2. ผสมส่วนผสมน้ำสลัดให้เข้ากัน เทราดกีวีและอะโวคาโดที่เตรียมไว้ คลุกเคล้าผสมให้เข้ากัน  ตกแต่งด้วยใบมิ้นต์หรือสาระแหน่ แล้วนำมารับประทานกับเมนูอาหารต่างๆ ได้ตามชอบ

ความงามจากภายในเป็นความงามที่ประหยัดและแลดูเป็นธรรมชาติ สลัดอะโวคาโดกีวีมีรสชาติอร่อยที่ช่วยสร้างความสดชื่นและบรรเทาความเหนื่อยล้าได้ดี อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพความงามด้วย ในวันที่ยุ่งและเหนื่อยจนคิดเมนูอาหารไม่ออก ก็ลองสลัดสูตรที่ทำได้ง่ายและอร่อยดังกล่าวดูค่ะ          สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

“ฟุนัชชี่” ฝากถึงผู้อยากช่วยเหลือผู้ประสบภัย “ขอแค่ทุกคนแวะมาเที่ยวจิบะกันอย่างสนุกสนานตามปกติ เท่านั้นก็พอแล้ว”

จากเหตุการณ์ภัยพิบัติของพายุไต้ฝุ่นหมายเลข 15 ทำให้เสาส่งไฟฟ้าหักโค่น ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนในเขตจังหวัดจิบะไม่มีไฟฟ้าและน้ำใช้ในการอุปโภค-บริโภค จึงมีการรวมแรงกันของอาสาสมัครลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือประชาชนจากทั้งภาครัฐและเอกชน แต่อีกด้านหนึ่ง ยังมีอาสามัครอีกหลายคนจากบนโลกอินเทอร์เน็ตที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัย มีหลายคนที่เขียนข้อความว่า “ฉันอยากจะช่วยเหลืออะไรบ้างแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม” และมีอีกหลายคนที่พิมพ์ข้อความค้นหาบนอินเทอร์เน็ตว่า “จะต้องทำอย่างไรจึงจะช่วยจังหวัดจิบะได้?”

โดยเมื่อวันที่ 17 กันยายน มาสคอตอย่างไม่เป็นทางการของเมืองฟุนาบาชิ จังหวัดจิบะ “ฟุนัชชี่” ได้เขียนข้อความลงบนทวิตเตอร์ฝากถึงผู้ที่อยากช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดจิบะว่า

“ไม่ต้องคิดมากเรื่องการบริจาคเงินสนับสนุนฟื้นฟู
ขอแค่ทุกคนแวะมาเที่ยวจิบะกันอย่างสนุกสนานตามปกติ เท่านั้นก็เพียงพอแล้วล่ะนัชชี่ ♪ヾ(。゜▽゜)ノ
เพราะสิ่งที่แย่ที่สุดก็คือการที่เศรษฐกิจของพื้นที่นั้น ๆ ซบเซานั้นเองนัชชี่♪
#จิบะสู้ ๆ”

 

 

จากข้อความแนะนำการช่วยเหลือจังหวัดจิบะของมาสคอตฟุนัชชี่ ทำให้ผู้ใช้ทวิตเตอร์กดรีทวิตมากกว่า 6,000 ครั้ง โดยผู้ใช้งานหลายคนได้คอมเม้นท์ว่า “เป็นคำพูดที่แทงใจมาก ฉันอยากจะไปทานอาหารอร่อย ๆ ที่จิบะเลยล่ะ”, “ฉันจะไปเที่ยวจิบะ! ขอบคุณมากนะฟุนัชชี่”, “การเดินทางไปท่องเที่ยวเพื่อให้มีเงินหมุนเวียนเป็นวิธีฟื้นฟูบ้านเมืองที่ดีที่สุดสินะ~” ฯลฯ

สำหรับทวิตเตอร์ของมาสคอตฟุนัชชี่ ได้มีการทวิตข้อความข่าวและการรายงานเหตุช่วยเหลือผู้ประสบภัยมาตลอดหลังจากเกิดพายุไต้ฝุ่นในจิบะ รวมถึงข้อมูลสถานที่แจกน้ำ, ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ยังเปิดให้บริการ และข้อมูลแนะนำการบริจาคเงินช่วยเหลือต่าง ๆ โดยฟุนัชชี่ได้กล่าวผ่านทวิตเตอร์อีกว่า “จะรู้สึกยินดีมากหากทุกคนช่วยเหลือกันนะนัชชี่♪ และเชื่อว่าผู้ประสบภัยในพื้นที่จะต้องดีใจมาก ๆ ด้วยนะนัชชี่ ฟุนัชชี่เองก็ได้ทำการบริจาคช่วยเหลือไปแล้ว เลยอยากชวนเพื่อน ๆ มาช่วยกันอีกแรงนะนัชชี่”    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

มานั่งรถรางและรถไฟชมความงามของดอกไม้ในโตเกียวและชานเมืองกันเถอะ

ที่ญี่ปุ่นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิต้นฤดูร้อนเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนมิถุนายนเป็นช่วงที่อากาศอบอุ่น เหมาะแก่การเบ่งบานของดอกไม้หลายชนิดรวมทั้งดอกกุหลาบและไฮเดรนเยีย เรามาเปลี่ยนบรรยากาศการชมดอกไม้สวยงามโดยการนั่งรถรางและรถไฟชมความสวยงามของดอกไม้กันนะคะ

นั่งรถรางชมดอกกุหลาบในโตเกียว

หากพูดถึงโตเกียวในช่วงที่อากาศอบอุ่นขึ้นก็ต้องคิดถึงรถราง Toden Arakawa หรือ Tokyo Sakura Tram ซึ่งเป็นรถรางที่เหลืออยู่เพียงสายเดียวจากประมาณ 41 สายในอดีต รถรางสายนี้วิ่งจากสถานีมิโนวาบาชิ (Mimowabashi Station) ไปยังสถานีวาเซดะ (Waseda Station) รวมระยะทางทั้งหมด 12.2 กิโลเมตร 30 สถานี รถราง Toden Arakawa จะเชื่อมพื้นที่ฝั่งชานเมืองของโตเกียวกับรถไฟใต้ดิน รถไฟสาย JR และรถบัสเพื่อเข้าสู่พื้นที่ท่องเที่ยวและแหล่งธุรกิจสำคัญของโตเกียว

รถรางสายนี้นอกจากนำไปสู่แหล่งวัฒนธรรมและแหล่งช็อปปิ้งท้องถิ่นแล้วก็ยังนำพาให้ผู้โดยสารให้ได้พบกับความสวยงามของดอกกุหลาบหลากหลายสายพันธุ์ที่ถูกปลูกไว้ริมทางรถราง โดยเฉพาะพื้นที่ริมทางรถรางจากสถานีโอสึกะ เอกิมาเอะ (Otsuka-ekimae) และสถานีมุโคฮาระ (Mukohara Station) ซึ่งมีดอกกุหลาบหลากหลายสายพันธุ์สีสันสวยงามปลูกไปเป็นแนวยาวระหว่างสองสถานี ค่าโดยสารตลอดสายเพียงแค่คนละ 170 เยน และสามารถใช้บัตร Suica หรือบัตร Pasmo ได้ ทั้งนี้ช่วงเวลาการชมดอกกุหลาบหลากหลายพันธุ์ที่สวยงามกับรถรางหลากสีมีแค่สองช่วงคือประมาณต้นเดือนพฤษภาคมและเดือนตุลาคม

รถไฟสาย Isumi แห่งชิบะ กับความงามของดอกไฮเดรนเยีย

รถไฟสาย Isumi หรือ Isumi Railways เป็นเส้นทางรถไฟในจังหวัดชิบะ ซึ่งวิ่งให้บริการระหว่างสถานีโอฮาระ (Ohara Station) (เชื่อมต่อกับรถไฟสาย JR Sotobo) ถึงสถานีคาสุซานะนากาโนะ (Kazusanakano Station) (เชื่อมต่อกับรถไฟสาย Kominato Railway) มีระยะทางรวมทั้งหมด 26.8 กิโลเมตร 14 สถานี เส้นทางรถไฟสายนี้จะล้อมรอบด้วยทิวทัศน์สวยงามตามธรรมชาติซึ่งสามารถชมได้ทั้งดอกซากุระในช่วงประมาณช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ทุ่งดอกนาโนฮานะหรือเรพซีดในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน และดอกไฮเดรนเยีย (Hydrangea) หรือ อะจิไซ (紫陽花) ช่วงเดือนมิถุนายน หากมาเยือนญี่ปุ่นในกลางเดือนมิถุนายนก็สามารถนั่งรถไฟชมดอกไฮเดรนเยียตามสัญลักษณ์ที่เขียนไว้ในแผนที่ได้เลยค่ะ สำหรับราคาตั๋วรถไฟหากซื้อเป็นแบบหนึ่งวันเพื่อขึ้นลงรถไฟเที่ยวให้หนำใจจะอยู่ที่ราคา 1,000 เยนสำหรับผู้ใหญ่และ 500 เยนสำหรับเด็ก

 

ในวันที่เหนื่อยล้าจากงานที่ทำมาตลอดทั้งปี การได้พักผ่อนนั่งนิ่งๆ บนรถไฟที่เคลื่อนไปอย่างช้าๆ ผ่านธรรมชาติที่งดงาม กลับกลายเป็นความสุขที่หาไม่ได้ง่ายๆ เลย มาโตเกียวและจังหวัดชิบะในช่วงนี้อย่าลืมไปนั่งรถไฟชมดอกไม้ดูนะคะ      สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

6 ร้านอาหารแนะนำในโอซาก้าที่จะทำให้มื้อเช้าของคุณสุดฟิน~!

เวลาเราไปเที่ยวที่ไหน ส่วนมากจะค้นหาร้านเด็ดร้านดังสำหรับมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นกันใช่มั้ยคะ แต่สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศหาของอร่อย ๆ ทานในตอนเช้า วันนี้มี 7 ร้านอาหารในโอซาก้าที่มีมื้อเช้าแสนอร่อยมาแนะนำให้ฟินกันค่ะ

1. New Y.C / อุเมดะ

 

ร้านแรกที่จะแนะนำคือ “New Y.C” จากสถานีอุเมดะเดินมานิดเดียวก็ถึงแล้วค่ะ บรรยากาศตกแต่งแนวดั้งเดิม จะมาทานอาหารเช้าหรือเป็นสถานที่แวะพักก็ได้นะคะ

เมนูยอดฮิตของร้านคือ “แซนวิชออมเล็ต” อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกันเท่าไรใช่มั้ยคะ เป็นแซนวิชสอดไส้เป็นออมเล็ตที่ใช้ไข่หลายฟองมาทำแล้วหั่นหนา ๆ ทานคู่กับเบคอนยิ่งอร่อยเข้าไปอีก ปริมาณค่อนข้างมาก สั่งมาแบ่งกันทานยังได้เลยค่ะ เสิร์ฟพร้อมกับกาแฟหอมกรุ่นจากเมล็ดกาแฟที่คัดมาอย่างดี

รายละเอียด
ที่อยู่ : 9-30, Kakuda-Cho, Kita-Ku, Osaka
โทร. 066-312-0709

2. foodscape! / ฟุคุชิมะ

 

ร้านที่ 2 คือ “foodscape!” ร้านนี้เดินจากสถานีฟุคุชิมะประมาณ 5 นาที บริเวณชั้น 1 เรียงรายไปด้วยขนมปังหลากหลายชนิด ส่วนชั้น 2 มีที่นั่งสำหรับลูกค้าให้ทานมื้อเช้าอย่างสบาย

ขนมปังมีแบบชิ้นเล็ก ๆ น่ารัก ๆ เพียบ จะสั่งกลับบ้านหรือทานที่ร้านก็ได้ สำหรับชุดมื้อเช้าขนมปังปิ้งหนา ๆ มีให้เลือก 2 แบบคือแยมกับไข่ต้มหรือเนยกับกาแฟ ขนมปังนั้นให้เราปิ้งด้วยตัวเอง ชอบแบบไหนก็ทำได้ตามใจชอบเลยค่ะ

รายละเอียด
ที่อยู่ : 1 Chome, 4-32, Fukushima-Ku, Osaka
โทร. 066-345-1077

3. Sunshine / ฮิกาชิอุเมดะ

 

ต่อมาคือร้าน “Sunshine” ลงสถานีฮิกาชิอุเมดะ ทางออก 7 ก็จะพบกับร้านแพนเค้กสุดฮิต บรรยากาศอบอุ่นนั่งได้อย่างสบายใจ มีเมนูเซ็ตขนมปังปิ้งหอมกลิ่นเนยกับไข่ต้มพร้อมกาแฟให้บริการด้วยราคาก็กำลังดีเลยล่ะ

ส่วนเมนูอันดับ 1 “แพนเค้ก” เสิร์ฟร้อน ๆ หอมนุ่ม เนยที่โปะมาค่อย ๆ ละลายบนพื้นแพนเค้ก ราดด้วยน้ำเชื่อมก็ทานได้เลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีเมนูเครื่องดื่มและเมนุอื่น ๆ หลายชนิดให้เลือกด้วยนะคะ

รายละเอียด
ที่อยู่ : 2 Chome, 11-8, Sonezaki, kita-Ku, Osaka Nikkoshoken Building B2
โทร. 066-313-6797

4. LeBRESSO / ซึรุฮาชิ

 

ร้านที่ 4 คือ “LeBRESSO” (เลเบรซโซ่) เดินจากสถานีซึรุฮาชิประมาณ 3 นาที เป็นร้านคาเฟ่&เบเกอรี่โดยเฉพาะ ซึ่งขนมปังจะทำใหม่ทุกวัน ขนมปังทุกชนิดไม่มีการใส่สารกันบูด เด็ก ๆ ก็ทานได้สบายใจปลอดภัยแน่นอน จุดเด่นคือขอบขนมปังยังนุ่มเลยค่ะ

ภายในร้านมี 7 ที่นั่งให้นั่งจิบกาแฟพร้อมทานขนมปังปิ้งใหม่ ๆ มีเนยและแยมต้นตำรับให้เลือกอีก 4 ชนิด บางทีทางร้านจะมีเมนูพิเศษ ใครจะไปลองเช็คดูก่อนนะคะเผื่อได้จังหวะที่มีเมนูพิเศษ

รายละเอียด
ที่อยู่ : 1-1, Ajihara-Cho, Tennoji-Ku, Osaka
โทร. 066-765-8005

5. Brooklyn Roasting Company / คิตาฮามะ

 

 

ร้านที่ 5 “Brooklyn Roasting Company” สาขาคิตาฮามะ น่ารักตั้งแต่โลโก้ร้านเชียวล่ะ เดิมร้านนี้เป็นตึกเก่าแล้วนำมาปรับปรุงใหม่ในแบบ “Brooklyn Style”

ทางร้านได้คัดสรรเมล็ดกาแฟชั้นดีมากว่า 10 ชนิด เมนูอาหารก็มีหลากหลาย สำหรับใครอยากแวะมาทานมื้อเล็ก ๆ ก็มีครัวซองหรือโดนัทให้ทานด้วยนะคะ

รายละเอียด
ที่อยู่ : 2 Chome, 1-16, Kitahama, Chuo-Ku, Osaka
โทร. 066-125-5740

6. GARB MONAQUE / โอซาก้า

 

ร้านสุดท้ายที่จะแนะนำคือ “GARB MONAQUE” (การ์บ โมนาค) ร้านอยู่ห่างจากสถานีโอซาก้านิดเดียว อยู่ใน Grand Front Osaka Umekita Park ภายในร้านล้อมด้วยกระจกใสบานใหญ่ให้รู้สึกโปร่ง นั่งทานอาหารจิบกาแฟรับแสงจากข้างนอกให้ฟินกันเลยทีเดียว

เมนูอาหารเช้าชุดพิเศษมี 6-7 ชนิดให้เลือก “Yudane Pan” ที่มี 3 แฉกให้ฉีกทานได้อย่างง่าย ๆ เป็นเมนูยอดฮิตเลยล่ะค่ะ ในเซ็ตมีสลัด โยเกิร์ตและเครื่องดื่มเสิร์ฟมาให้พร้อมด้วยนะคะ    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

รายละเอียด
ที่อยู่ : 4-1, Ofuka-Cho, Kita-Ku, Osaka Grand Front Osaka Umekita Park 1F
โทร. 050-5789-3749

เป็นยังไงบ้างคะ แต่ละร้านจะมีทั้งเมนูเซ็ตกาแฟ เครื่องดื่ม บางร้านก็มีสลัดและโยเกิร์ตซึ่งเหมาะกับสาาว ๆ สายเฮลตี้มากเลย ชอบแบบไหนลองไปทานอาหารเช้าเปลี่ยนบรรยากาศดูสิคะ

อย่าบอกว่าเซนไดไม่มีอะไร ถ้ายังไม่เคยไป “ที่เที่ยวไฮไลต์ในเซนได” ประจำปี 2019!

เมืองเซนได จังหวัดมิยางิ หรือในอีกชื่อว่า “เมืองแห่งป่า” เมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติอันสวยงามและอุดมสมบูรณ์ มีวัฒนธรรมท้องถิ่นให้ได้เรียนรู้ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย วันนี้เราอยากจะพาทุก ๆ คนไปท่องเที่ยวสถานที่ที่ถือว่าเป็นไฮไลต์ของเมืองเซนไดกันค่ะ !

เซนไดเป็นเมืองแบบไหนกันนะ

เมืองเซนได เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ ตั้งอยู่ในจังหวัดมิยางิ เมืองนี้มีความเกี่ยวข้องกับนักรบชื่อดังในยุคเซ็นโกคุอย่าง Date Masamune ผู้ก่อตั้งและเจ้าผู้ครองแคว้นคนแรกของเซนได เป็นเมืองที่มีเสน่ห์จากทั้งประวัติศาสตร์ ประเพณี และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ มีอาหารขึ้นชื่อคือลิ้นวัว (Gyuutan) กับถั่วแระบด (Zudan) ในฤดูร้อนจะมีงานเทศกาล Sendai Tanabata ส่วนในฤดูหนาวจะมีเทศกาล Sendai Hikari no Pegeant ที่จะช่วยแต่งแต้มสีสันให้กับเมืองนี้

ในช่วงระยะที่ผ่านมา เมืองเซนไดได้พัฒนาสถานที่ต่าง ๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงสถานีรถไฟเซนได การเปิดให้บริการรถไฟใต้ดินสาย Toozai อีกทั้งยังเปิดพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Umi no Mori เมื่อปี 2015 ให้นักท่องเที่ยวได้มาเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ อีกด้วย

เมืองเซนไดสามารถมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่สวยที่สุดจะเป็นดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อน เพราะจะได้สัมผัสกับหมู่มวลแมกไม้เขียวขจีไปทั่วทั้งเมืองสมกับที่ได้รับสมญานามว่าเมืองแห่งป่า

การท่องเที่ยวในเมืองเซนไดสามารถใช้ได้ทั้งรถไฟ JR, รถไฟใต้ดิน และรถบัสท้องถิ่น โดยเฉพาะรถบัส Ruupuru Sendai ที่จะจอดตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ออกเดินรถทุก ๆ 20 นาทีในวันธรรมดา และทุก 15 นาทีในวันหยุด นอกจากนี้ยังมีบัตรโดยสาร One Day Pass ซึ่งสามารถใช้ขึ้นลงรถบัส Ruupuru Sendai และรถไฟใต้ดินไม่จำกัดรอบในหนึ่งวัน ถือว่าสะดวกต่อนักท่องเที่ยวมาก ๆ เลยค่ะ

ซากปราสาทเซนได

ปราสาทเซนได หรือในอีกชื่อว่าปราสาทโอบะ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมากของเมืองเซนได สร้างโดย Date Masamune โดยให้ถือเป็นปราสาทประจำตระกูล Date แต่เนื่องจากว่าตัวปราสาทจริง ๆ ได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว จึงหลงเหลือไว้แค่กำแพงหินตั้งสูงตระหง่านกับป้อมประตูธนูโอเทมง ซึ่งเป็นอาคารเดียวในเขตปราสาทที่ได้รับการบูรณะ เมื่อขึ้นไปบนกำแพงหิน จะพบลานโล่ง ๆ ที่มีอนุเสาวรีย์ท่าน Masamune ขี่ม้า หากไปยืนข้าง ๆ อนุเสาวรีย์ จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองเซนไดได้ทั่วทั้งเมืองเหมือนกันท่าน Masamune เป็นจุดถ่ายรูปที่นิยมมาก ๆ และอย่าลืมลองไปชมปราสาทจำลองกับ CG Theater ที่พิพิธภัณฑ์กันด้วยนะคะ

ถนนโจเซนจิ

ถนนโจเซนจิ เรียงรายไปด้วยต้นเคยากิ ทำให้ได้เพลิดเพลินไปกับอากาศบริสุทธิ์ยามที่สายลมพัดผ่าน มีร้านขนมน่ารัก ๆ มากมายทั้งร้านไอศกรีม “Kiseki” ร้านของหวานยอดนิยม “Kazunori Ikeda Individuel” และศูนย์การแสดงศิลปะวัฒนธรรม “Sendai Mediatheque” ที่นอกจากจะใช้จัดแสดงงานศิลปะและเวิร์คช็อปแล้ว ยังมีร้านคาเฟ่สวย ๆ รวมไปถึง Museum Shop ที่จำหน่ายสินค้าครีเอท ๆ เป็นถนนที่เหมาะกับการเดินเล่นถ่ายรูปชิล ๆ เป็นอย่างมาก

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเซนไดอุมิโนะโมริ

 

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำยอดนิยม เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อปี 2015 มีจุดเด่นอยู่ที่การจำลองและจัดแสดงระบบนิเวศของชายฝั่ง Sanriku, อ่าว Matsushima และแม่น้ำ Hirose ในท้องถิ่น รวมถึงแท็งค์น้ำขนาดใหญ่ที่จัดแสดงในธีมทะเลชายฝั่ง Sanriku นอกจากนี้ยังจัดโปรแกรมการแสดงภาพเคลื่อนไหวแบบพาโนรามา 360 องศาที่มีทั้งภาพ เสียง และสัตว์น้ำต่าง ๆ ให้ได้ตื่นตาตื่นใจ มีการแสดงโชว์น่ารัก ๆ ของโลมา สิงโตทะเล สามารถสัมผัสกับเหล่าเพนกวินน้อยที่จะทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวย และยังมีร้านอาหารกับร้านขายสินค้าออริจินอลของทางพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะ

อะคิอุออนเซ็น

ว่ากันว่าอะคิอุออนเซ็น เป็นส่วนหนึ่งของ Naruko Onsenkyou ในจังหวัดมิยางิ กับ Iizaka Onsen ในจังหวัดฟุกุชิมะ อะคิอุออนเซ็นเป็นออนเซ็นธรรมชาติที่เหมาะแก่การไปค้างแรม แต่จะไปเช้าเย็นกลับก็ได้เช่นกัน ในเมืองออนเซ็นแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติคือไรไรเคียวกับน้ำตกอะคิอุชื่อดังที่จะพลาดไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารมากมายที่ล้วนใช้พืชผักจากในท้องถิ่น แนะนำว่าควรเช่าจักรยานปั่นไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางธรรมชาติ ชมนกชมไม้ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด เป็นการพักผ่อนที่ช่วยให้รีเฟรชได้เป็นอย่างดี

หุบเขาลำธารไรไรเคียว

 

หากพูดถึงอะคิอุออนเซ็น ก็ต้องนึกถึงไรไรเคียว หุบเขาลำธารขนาดเล็กที่แสนสวยงามใจกลางอะคิอุออนเซ็น มีความลึก 20 เมตรและทอดตัวยาวออกไปประมาณ 1 กิโลเมตรจากสะพาน Nozokibashi ที่อยู่ตรงทางเข้าอะคิอุออนเซ็น ด้านปลายน้ำมีทางเดินเลียบไปตามหุบเขา จึงสามารถเพลิดเพลินกับการเดินเล่นพร้อมชมทิวทัศน์ที่สวยงามได้ในทุกฤดูกาล ความจริงแล้วสะพาน Nozokibashi เรียกได้ว่าเป็น “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับคู่รัก” เพราะหากมองลงมาจากสะพาน จะพบโขดหินที่มีรูรูปหัวใจ ถ้าได้มาเที่ยวที่นี่ อย่าลืมมาลองตามหาหัวใจกันนะคะ

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว เราก็มีงานเทศกาลท้องถิ่นแถมมาให้ด้วยค่ะ

เทศกาล Sendai Tanabata

จัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 6 – 8 สิงหาคมของทุกปี เป็นงานเทศกาลท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ราว 400 ปีที่แล้ว มีผู้คนเข้าร่วมกว่า 2 ล้านคน มีการตกแต่งต้นไผ่ด้วยของตกแต่งทำมืออย่างสวยงามโอ่อ่า ช่วยแต่งแต้มสีสันให้เมืองเซนไดมีชีวิตชีวามากขึ้น มีร้านขายของตั้งเรียงรายตั้งแต่หน้าสถานีเซนไดไปจนถึง Ichibancho ภายใต้งานล้วนเต็มไปด้วยผู้ร่วมงานในชุดยูกาตะสีสันสดใส นอกจากนี้ในวันที่ 5 สิงหาคม คืนก่อนงานเทศกาล จะมีการจุดดอกไม้ไฟภายในตัวเมืองเซนไดกว่า 16,000 ลูก เป็นเทศกาลฤดูร้อนในท้องถิ่นที่ยิ่งใหญ่และน่าสนใจมาก ๆ เลยค่ะ        สล็อตเว็บตรง

เทศกาล Sendai Hikari no Pageant

เทศกาลประดับไฟในช่วงฤดูหนาวของเมืองเซนได จัดขึ้นบริเวณถนนโจเซนจิ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนธันวาคมถึงวันที่ 31 ธันวาคม มีการแสดง Starlight Wink แสนสวยงาม (ทำการแสดงเวลา 18.00, 19.00 และ 20.00 น.) อีกทั้งยังมีคอนเสิร์ตและซานตาคลอสที่จะมาร่วมสร้างสีสันให้กับกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน เป็นงานเทศกาลฤดูหนาวที่แสนโรแมนติกและสนุกสนานได้ทั้งครอบครัว

เมืองเซนได เมืองใหญ่ที่มีทั้งประวัติศาสตร์อันยาวนาน สถานที่ท่องเที่ยวท้องถิ่นและธรรมชาติที่แสนอุดมสมบูรณ์ เพียงแค่ 2 วัน 1 คืนก็สามารถมาสนุกสนานและเพลิดเพลินไปกับเมืองท้องถิ่นแห่งนี้ได้อย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว ยิ่งตอนนี้เริ่มมีเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ – เซนไดแล้วด้วย ทำให้การเดินทางง่ายและสะดวกขึ้นเยอะเลยละค่ะ ลองมาเที่ยวกันให้ได้นะคะ ^^